| คอพอกเป็นพิษ (Toxic goiter / Hyperthyroidism / Gravesdisease) หมายถึง ภาวะที่ต่อมไทรอยด์มีการหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์มากผิดปกติ จนทำให้เกิดอาการผิดปกติต่าง ๆ เป็นโรคที่พบได้ค่อนข้างบ่อย พบได้ทุกวัยแต่จะพบมากในช่วงอายุระหว่าง 20-40 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย 5 เท่า

โรคนี้มักมีอาการเรื้อรังนานเป็นปี ๆ บางรายอาจหายได้เอง แต่ก็อาจกำเริบได้อีก ถ้าหากไม่ได้รับการรักษา อาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้
บางรายอาจพบว่ามีญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย
สาเหตุ
ปกติต่อมไทรอยด์จะสร้างฮอร์โมนภายใต้การควบคุมของต่อมใต้สมอง กล่าวคือ ถ้าต่อมไทรอยด์ทำงานได้น้อย ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ (TSH) ออกมากระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานมากขึ้น แต่ถ้าต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป ต่อมใต้สมองก็จะลดการหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ ทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยลง(สู่ระดับปกติ)
ในคนที่เป็นโรคคอพอกเป็นพิษ จะพบว่าต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน โดยอยู่นอกเหนือการควบคุมของต่อมใต้สมอง ทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์ (ไทร็อกซีน) ออกมาในกระแสเลือดเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะไปกระตุ้นให้เซลล์ต่าง ๆ ของร่างกายทำงานมากผิดปกติ เกิดอาการไม่สบายต่าง ๆ
ส่วนสาเหตุที่ทำให้ต่อมไทรอยด์เสียสมดุลในการทำงานนั่น ยังไม่ทราบแน่นชัด
เชื่อว่าเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาต้านตัวเอง หรือ ออโตอิมมูน (autoimmune) กล่าวคือมีการสร้างแอนติบอดีต่อต่อมไทรอยด์ มีชื่อเรียกเฉพาะว่า โรคเกรฟส์ (Graves’disease)
โรคนี้พบว่ามีความสัมพันธ์กับปัจจัยทางเพศ (ผู้หญิงเป็นมากกว่าผู้ชาย) ทางกรรมพันธุ์ (พบมีญาติพี่น้องเป็นร่วมด้วย) และความเครียดทางจิตใจ
รูปกลไกถ่วงดุลระหว่างต่อมใต้สมองและต่อมไทรอยด์
เพื่อให้มีปริมาณฮอร์โมนไทรอยด์ไม่มากไม่น้อยเกินความต้องการของร่างกาย
ต่อมใต้สมอง
ฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไทรอยด์ ฮอร์โมนไทรอยด์
ต่อมไทรอยด์
อาการ
ผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย นอนไม่หลับ มือสั่น (โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาทำงานละเอียด เช่น เขียนหนังสือ งานฝีมือ) ใจหวิวใจสั่น
มักจะมีความรู้สึกขี้ร้อน คือ ชอบอากาศเย็นมากกว่าอากาศร้อน เหงื่อออกง่าย (ฝ่ามือจะมีเหงื่อชุ่มตลอดเวลา)
น้ำหนักตัวจะลดลงรวดเร็ว โดยที่ผู้ป่วยกินได้ปกติ หรืออาจกินจุขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำ ทั้งนี้เพราะร่างกายมีการเผาผลาญอาหารมาก
ผู้ป่วยมักมีลักษณะอยู่ไม่สุข ชอบทำโน่นทำนี่ บางทีดูเป็นคนขี้ตื่น หรือท่าทางหลุกหลิก หรืออาจมีอาการหงุดหงิด โมโหง่าย
บางรายอาจมีอาการถ่ายเหลวบ่อยคล้ายท้องเดิน หรืออาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียน
บางรายอาจมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง แขนขาไม่มีแรง กลืนลำบาก หรือมีภาวะอัมพาตครั้งคราว จากโพแทสเซียมในเลือดต่ำ
ผู้หญิงบางรายอาจมีประจำเดือนน้อย หรือไม่สม่ำเสมอ หรือขาดประจำเดือน
สิ่งตรวจพบ
ผู้ป่วยมักจะมีอาการคอพอก คลำดูมีลักษณะหยุ่น ๆ เมื่อใช้เครื่องฟังตรวจที่ต่อมไทรอยด์ อาจได้ยินเสียฟู่ (bruit) แต่บางรายอาจไม่เห็นอาการคอโตชัดเจนก็ได้
ชีพจรมักจะเต้นเร็ว ประมาณ 100-130 ครั้งต่อนาที และอาจไม่สม่ำเสมอ
ความดันช่วงบน มักจะสูงกว่าปกติ
อาจมีอาการมือสั่น (ตรวจโดยบอกให้ผู้ป่วยเหยียดแขนไปข้างหน้า ให้ขนานกับพื้น และกางนิ้วมือออก ถ้าเห็นไม่ชัด ให้ใช้แผ่นกระดาษบาง ๆ วางไว้บนมือ ดูว่ากระดาษสั่นหรือไม่)
ผิวหนังมักมีลักษณะตาโปน หรือหนังตาบนหดรั้งขึ้นไป ทำให้เห็นตาขาวข้างบนชัด (ดูคล้ายกับกำลังจ้องตาดูอะไร หรือตาดุ)
บางรายอาจมีอาการฝ่ามือแดง
อาการแทรกซ้อน
ถ้าไม่ได้รับการรักษา อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย โรคหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง หรือมีภาวะหลอดเลือดแดงแข็งอยู่ก่อน
บางรายอาจมีอาการของอัมพาตครั้งคราว
ในรายที่ตาโปนมาก ๆ อาจทำให้กระจกตาเป็นแผลและสายตาพิการได้
ในรายที่เป็นรุนแรง อาจเกิดภาวะวิกฤตจากต่อมไทรอยด์ (Thyroid crisis) มีอาการไข้สูง หัวใจเต้นเร็วมาก อาเจียน ท้องเดิน มีภาวะขาดน้ำ และอาจเกิดภาวะช็อก ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ก็จะเป็นอันตรายถึงตายได้ มักเกิดเมื่อมีภาวะเครียด เป็นโรคติเชื้อ หรือขณะผ่าตัดฉุกเฉิน
ข้อแนะนำ
1. โรคนี้อาจมีอาการแสดงได้ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบางครั้งอาจมีอาการคล้ายโรคกังวล ดังนั้น
ถ้าพบผู้ป่วยที่มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด ใจสั่น มือสั่น หงุดหงิด นอนไม่หลับ ควรตรวจดูให้แน่ใจเสียก่อนว่า มีสาเหตุจากโรคนี้หรือไม่
2. โรคนี้รักษาได้ แต่อาจต้องกินยาเป็นปี ๆ ผู้ป่วยจึงควรติดต่อรักษากับแพทย์อย่าได้ขาด
3. ถ้ารักษาด้วยยาไม่ได้ผลหรือมีความไม่สะดวกแพทย์อาจรักษาด้วยการผ่าตัดต่อมไทรอยด์ หรือให้กินน้ำแร่ (ซึ่งมีสารกัมมันตรังสีทำลายเนื้อเยื่อของต่อมไทรอยด์บางส่วน)
4. ผู้ป่วยไม่ว่าจะรักษาด้วยยา น้ำแร่ หรือการผ่าตัด อาจมีโอกาสกลายเป็นโรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อยเหมือน ๆ กัน ดังนั้นถ้ามีอาการสงสัยว่าจะกลายเป็นโรคดังกล่าว ก็ควรจะกลับไปปรึกษาแพทย์ที่รักษาอยู่เดิม
5. ผู้ป่วยที่รักษาด้วยการผ่าตัด นอกจากอาจมีโอกาสกลายเป็นโรคต่อมพาราไทรอยด์ทำงานน้อย แล้วยังอาจตัดถูกเส้นแระสาทกล่องเสียง (laryngeal nerve) ทำให้เสียงแหบได้ ถ้าสงสัยควรกลับไปปรึกษาแพทย์ที่รักษาอยู่เดิม
6. ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกิน ส่วนใหญ่จะมีสาเหตุจากโรคเกรฟส์ (Graves’ disease) ส่วนน้อยอาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น ปุ่มเนื้องอกไทรอยด์เป็นพิษ (toxic multinodular goiter) ซึ่งมักพบในผู้สูงอายุ ต่อมไทรอด์อักเสบ ครรภ์ไข่ปลาอุก ที่มีการสร้างฮอร์โมนเอชซีจี ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นต่อมไทรอยด์อย่างอ่อน มะเร็งต่อมไทรอยด์ การกินฮอร์โมนไทรอยด์มากเกิน เป็นต้น จึงควรหาสาเหตุเหล่านี้ด้วย (โรคนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการกินอาหารที่มีสารไอโอดีนมากเกินไป แต่อย่างใด)
|